Saturday, May 13, 2017

บันทึกการเรียนครั้งที่ 10 วันศุกร์ที่ 17 มีนาคม 2560



เนื้อหาที่ได้รับ



สอบกลางภาค
การจัดประสบการณ์การศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย


รูปแบบการจัดการศึกษา


-การศึกษาปกติทั่วไป (Regular Education)
-
การศึกษาพิเศษ (Special Education)
-
การศึกษาแบบเรียนร่วม (Integrated Education หรือ Mainstreaming)
-
การศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education)


การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
-เด็กที่มีความต้องการพิเศษทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ถ้าได้รับโอกาสในการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับความต้องการพิเศษของเขา


ความหมายของการศึกษาแบบเรียนร่วม (Integrated Education หรือ Mainstreaming) -การจัดให้เด็กพิเศษเข้าไปในระบบการศึกษาทั่วไป
-มีกิจกรรมที่ให้เด็กพิเศษกับเด็กทั่วไปได้ทำร่วมกัน
-ใช้ช่วงเวลาช่วงใดช่วงหนึ่งในแต่ละวัน
-ครูปฐมวัยและครูการศึกษาพิเศษร่วมมือกัน


การเรียนร่วมบางเวลา (Integration)
-
การจัดให้เด็กพิเศษเรียนในโรงเรียนปกติในบางเวลา
-เด็กพิเศษได้มีโอกาสแสดงออก และมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กปกติ
-เป็นเด็กพิเศษที่มีความพิการระดับปานกลางถึงระดับมาก จึงไม่อาจเรียนร่วมเต็มเวลาได้


การเรียนร่วมเต็มเวลา (Mainstreaming) -การจัดให้เด็กพิเศษเรียนในโรงเรียนปกติตลอดเวลาที่เด็กอยู่ในโรงเรียน
-เด็กพิเศษได้รับการจัดกระบวนการเรียนรู้และบริการนอกห้องเรียนเหมือนเด็กปกติ
-มีเป้าหมายเพื่อให้เด็กเข้าใจซึ่งกันและกัน ตอบสนองความต้องการซึ่งกันและกันและมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน
-เด็กปกติจะยอมรับความหลากหลายของมนุษย์ เข้าใจว่าคนเราเกิดมาไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกอย่างท่ามกลางความแตกต่างกัน มนุษย์เราต้องการความรัก ความสนใจ ความเอาใจใส่เช่นเดียวกันทุกคน


ความหมายของการศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education) -การศึกษาสำหรับทุกคน
-รับเด็กเข้ามาเรียนรวมกันตั้งแต่เริ่มเข้ารับการศึกษา
-จัดให้มีบริการพิเศษตามความต้องการของแต่ละบุคคล


Wilson, 2007
-
การจัดการเรียนการสอนที่ยึดปรัชญาของการอยู่รวมกัน (Inclusion) เป็นหลัก
-การสอนที่ดี เป็นการสอนที่ครูกับนักเรียนช่วยกันให้ทุกคนเป็นสมาชิกที่ดีของชุมชน
-กิจกรรมทุกชนิดที่จะนำไปสู่การสอนที่ดี (Good Teaching) ต้องคิดอย่างรอบคอบเพื่อหาหนทางให้นักเรียนทุกคนสามารถเรียนได้
-เป็นการกำหนดทางเลือกหลายๆ ทาง


"Inclusive Education is Education for all,
It involves receiving people
at the beginning of their education,
with provision of additional services
needed by each individual"



สรุปความหมายของการศึกษาแบบเรียนรวม
-เป็นการจัดการศึกษาที่จัดให้เด็กพิเศษเข้ามาเรียนรวมกับเด็กปกติ โดยรับเข้ามาเรียนรวมกัน ตั้งแต่เริ่มเข้ารับการศึกษาและจัดให้มีบริการพิเศษตามความต้องการของแต่ละบุคคล
-เด็กพิเศษทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ถ้าได้รับโอกาสในการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับความต้องการพิเศษของเขา
-เกิดจากปรัชญาการศึกษาที่กล่าวไว้ว่า การศึกษาสำหรับทุกคน (Education for All)
-
การเรียนรวม เป็นแนวคิดทางการศึกษาอย่างหนึ่งที่โรงเรียนจะต้องจัดการศึกษาให้กับเด็กทุกคนโดยไม่มีการแบ่งแยกว่าเด็กคนใดเป็นเด็กปกติ หรือเด็กคนใดเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
-
เด็กเลือกโรงเรียนไม่ใช่โรงเรียนเลือกเด็ก
-เด็กทุกคนที่ผู้ปกครองพาเข้ามาโรงเรียนทางโรงเรียนจะต้องรับเด็กไว้ และจะต้องจัดการศึกษาให้อย่างเหมาะสม และดำเนินการเรียนในลักษณะ รวมกันที่ทุกคนต่างเป็นส่วนหนึ่ง ของสังคม ทุกคนยอมรับซึ่งกันและกัน
-
ทุกคนยอมรับว่ามี ผู้พิการ อยู่ในสังคมและเขาเหล่านั้นต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่จะต้องใช้ชีวิตร่วมกันกับคนปกติ โดยไม่มีการแบ่งแยกความสำคัญของการศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย
-ปฐมวัยเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการเรียนรู้
-“สอนได้
-
เป็นการจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษที่มีขีดจำกัดน้อยที่สุด



บทบาทครูปฐมวัยในห้องเรียนรวม


ครูไม่ควรวินิจฉัย
การวินิจฉัย หมายถึงการตัดสินใจโดยดูจากอาการหรือสัญญาณบางอย่าง
จากอาการที่แสดงออกมานั้นอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดได้


ครูไม่ควรตั้งชื่อหรือระบุประเภทเด็ก(จะทำให้เด็กรู้สึกมีปมด้อย)
เกิดผลเสียมากกว่าผลดี
ชื่อเปรียบเสมือนตราประทับตัวเด็กตลอดไป
เด็กจะกลายเป็นเช่นนั้นจริงๆ


ครูไม่ควรบอกพ่อแม่ว่าเด็กมีบางอย่างผิดปกติ
พ่อแม่ของเด็กพิเศษ มักทราบดีว่าลูกของเขามีปัญหา
พ่อแม่ไม่ต้องการให้ครูมาย้ำในสิ่งที่เขารู้อยู่แล้ว
ครูควรพูดในสิ่งที่เป็นความคาดหวังในด้านบวก แต่ต้องไม่ให้เกิดความหวังผิดๆ
ครูควรรายงานผู้ปกครองว่าเด็กทำอะไรได้บ้าง เท่ากับเป็นการบอกว่าเด็กทำอะไรไม่ได้
ครูช่วยให้ผู้ปกครองมีความหวังและเห็นแนวทางที่จะช่วยให้เด็กพัฒนา


ครูทำอะไรบ้าง
ครูสามารถชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมของเด็กในเรื่องที่เกี่ยวกับพัฒนาการต่างๆ
ให้ข้อแนะนำในการหาบุคลากรที่เหมาะสมในการประเมินผลหรือวินิจฉัย
สังเกตเด็กอย่างมีระบบ
จดบันทึกพฤติกรรมเด็กเป็นช่วงๆ


สังเกตอย่างมีระบบ
ไม่มีใครสามารถสังเกตอย่างมีระบบได้ดีกว่าครู
ครูเห็นเด็กในสถานการณ์ต่างๆ ช่วงเวลายาวนานกว่า
ต่างจากแพทย์ นักจิตวิทยา นักคลินิก มักมุ่งความสนใจอยู่ที่ปัญหา


การตรวจสอบ
จะทราบว่าเด็กมีพฤติกรรมอย่างไร
เป็นแนวทางสำคัญที่ทำให้ครูและพ่อแม่เข้าใจเด็กดีขึ้น
บอกได้ว่าเรื่องใดบ้างที่เด็กต้องการความช่วยเหลือ


ข้อควรระวังในการปฏิบัติ
ครูต้องไวต่อความรู้สึกและตัดสินใจล่วงหน้าได้
ประเมินให้น้ำหนักความสำคัญของเรื่องต่างๆได้
พฤติกรรมบางอย่างของเด็กไม่ได้ปรากฏให้เห็นเสมอไป


การบันทึกการสังเกต
การนับอย่างง่ายๆ
การบันทึกต่อเนื่อง
การบันทึกไม่ต่อเนื่อง


การนับอย่างง่ายๆ
นับจำนวนครั้งของการเกิดพฤติกรรม
กี่ครั้งในแต่ละวัน กี่ครั้งในแต่ละชั่วโมง
ระยะเวลาในการเกิดพฤติกรรม


การบันทึกต่อเนื่อง
ให้รายละเอียดได้มาก
เขียนทุกอย่างที่เด็กทำในช่วงเวลาหนึ่ง หรือช่วงกิจกรรมหนึ่ง
โดยไม่ต้องเข้าไปแนะนำช่วยเหลือ


การบันทึกไม่ต่อเนื่อง
บันทึกลงบัตรเล็กๆ
เป็นการบันทึกสั้นๆเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กแต่ละคนในช่วงเวลาหนึ่ง


การเกิดพฤติกรรมบางอย่างมากเกินไป
ควรเอาใจใส่ถึงระดับความมากน้อยของความบกพร่อง มากกว่าชนิดองความบกพร่อง
พฤติกรรมไม่เหมาะสมที่พบได้ในเด็กทุกคน ไม่ควรจัดเป็นสิ่งผิดปกติ


การตัดสินใจ
ครูต้องตัดสินใจด้วยความระมัดระวัง
พฤติกรรมของเด็กที่เกิดขึ้น ไปขัดขวางความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กหรือไม่

การนำไปประยุกต์ใช้  สามารถนำเนื้อหาในันนี้ไปพัฒนาต่อยอดในการเป็นครูในอนาคตได้อย่างดี

ประเมินตนเอง  มีความกระรือร้นในการเรียน แม้วันนี้อากาศจะดีน่านอนก็ตาม
ประเมินเพื่อน   มีความสนุกสนานในการเรียน อาจจะมีบางคนที่ง่วงนอน
ประเมินอาจารย์  สรรหาความรู้ที่แปลกใหม่มาสอนให้พวกเรา อย่างละเอียดและเข้าใจ



บันทึกการเรียนครั้งที่ 9 วันศุกร์ที่ 10 มีนาคม 2560


เนื้อหาที่ได้รับ 
ในวันนี้หนูขาดเรียนเนื่องจากติดธุระ แต่ได้ศึกษาหาข้อมูลจากโซเชียลที่อาจารย์ได้ลงไว้ค่ะ

8.เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ (Children with Behavioral and Emotional Disorders)
-มีความรู้สึกนึกคิดที่ผิดไปจากปกติ
-แสดงออกถึงความต้องการทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น
-มีความเชื่อมั่นในตนเองต่ำ
-เด็กที่มีการควบคุมอารมณ์ให้อยู่ในสภาพปกตินานๆ ไม่ได้
-เด็กที่ควบคุมพฤติกรรมบางอย่างของตนเองไม่ได้
-ทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเรียบร้อย
ลักษณะของเด็กบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
     ความวิตกกังวล (Anxiety) ซึ่งทำให้เด็กมีนิสัยขี้กลัว
     ภาวะซึมเศร้า (Depression) มีความเศร้าในระดับที่สูงเกินไป
     ปัญหาทางสุขภาพ และขาดแรงกระตุ้นหรือความหวังในชีวิต
การจำแนกเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ ตามกลุ่มอาการ
ด้านความประพฤติ (Conduct Disorders)
-ทำร้ายผู้อื่น ทำลายสิ่งของ ลักทรัพย์
-ฉุนเฉียวง่าย หุนหันพลันแล่น และเกรี้ยวกราด
-กลับกลอก เชื่อถือไม่ได้ ชอบโกหก ชอบโทษผู้อื่น
-เอะอะและหยาบคาย
-หนีเรียน รวมถึงหนีออกจากบ้าน
-ใช้สารเสพติด
-หมกมุ่นในกิจกรรมทางเพศ
ด้านความตั้งใจและสมาธิ (Attention and Concentration)
-จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งในระยะสั้น (Short attention span) อาจไม่เกิน 20 วินาที
-ถูกสิ่งต่างๆ รอบตัวดึงความสนใจได้ตลอดเวลา
-งัวเงีย ไม่แสดงความสนใจใดๆ รวมถึงมีท่าทางเหมือนไม่ฟังสิ่งที่ผู้อื่นพูด
สมาธิสั้น (Attention Deficit)
-มีลักษณะกระวนกระวาย ไม่สามารถนั่งนิ่งๆ ได้ หยุกหยิกไปมา
-พูดคุยตลอดเวลา มักรบกวนหรือเรียกร้องความสนใจจากผู้อื่น
-มีทักษะการจัดการในระดับต่ำ
การถอนตัวหรือล้มเลิก (Withdrawal)
-หลีกเลี่ยงการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และมักรู้สึกว่าตนเองด้อยกว่าผู้อื่น
-เฉื่อยชา และมีลักษณะคล้ายเหนื่อยตลอดเวลา
-ขาดความมั่นใจ ขี้อาย ขี้กลัว ไม่ค่อยแสดงความรู้สึก
ความผิดปกติในการทำงานของร่างกาย(Function Disorder)
-ความผิดปกติเกี่ยวกับพฤติกรรมการกิน (Eating Disorder)
-การอาเจียนโดยสมัครใจ (Voluntary Regurgitation)
-การปฏิเสธที่จะรับประทาน
-รับประทานสิ่งที่รับประทานไม่ได้
-โรคอ้วน (Obesity)
-ความผิดปกติของการขับถ่ายทั้งอุจจาระและปัสสาวะ (Elimination Disorder)
ภาวะความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ระดับรุนแรง
-ขาดเหตุผลในการคิด
-อาการหลงผิด (Delusion)
-อาการประสาทหลอน (Hallucination)
-พฤติกรรมการทำร้ายตัวเอง
สาเหตุ
     ปัจจัยทางชีวภาพ (Biology)
     ปัจจัยทางจิตสังคม (Psychosocial)
ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเด็ก
-ไม่สามารถเรียนหนังสือได้เช่นเด็กปกติ
-รักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนหรือกับครูไม่ได้
-มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เมื่อเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน
-มีความคับข้องใจ มีความเก็บกดอารมณ์
-แสดงอาการทางร่างกาย เช่น ปวดศีรษะ ปวดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
-มีความหวาดกลัว
เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรม ซึ่งจัดว่ามีความรุนแรงมาก
     เด็กสมาธิสั้น (Children with Attention Deficit and Hyperactivity Disorders)
     เด็กออทิสติก (Autistic) หรือ ออทิสซึ่ม (Autisum)


เด็กสมาธิสั้น (Children with Attention Deficit Hyperactivity Disorders)
ADHD เป็นภาวะผิดปกติทางจิตเวช มีลักษณะเด่นอยู่ 3 ประการ คือ
-Inattentiveness
-Hyperactivity
-Impulsiveness
Inattentiveness (สมาธิสั้น)
-ทำอะไรได้ไม่นาน วอกแวก ไม่มีสมาธิ
-ไม่สามารถจดจ่อกับงานที่กำลังทำได้นานเพียงพอ
-มักใจลอยหรือเหม่อลอยง่าย
-เด็กเล็กๆจะเล่นอะไรได้ไม่นาน เปลี่ยนของเล่นไปเรื่อยๆ
-เด็กโตมักทำงานไม่เสร็จตามที่สั่ง ทำงานตกหล่น ไม่ครบ ไม่ละเอียด
Hyperactivity (ซนอยู่ไม่นิ่ง)
-ซุกซนไม่ยอมอยู่นิ่ง ซนมาก
-เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
-เหลียวซ้ายแลขวา
-ยุกยิก แกะโน่นเกานี่
-อยู่ไม่สุข ปีนป่าย
-นั่งไม่ติดที่
-ชอบคุยส่งเสียงดังรบกวนคนรอบข้าง
Impulsiveness (หุนหันพลันแล่น)
-ยับยั้งตัวเองไม่ค่อยได้ มักทำอะไรโดยไม่ยั้งคิด วู่วาม
-ขาดความยับยั้งชั่งใจ
-ไม่อดทนต่อการรอคอย หรือกฎระเบียบ
-ไม่อยู่ในกติกา
-ทำอะไรค่อนข้างรุนแรง
-พูดโพล่ง ทะลุกลางปล้อง
-ไม่รอคอยให้คนอื่นพูดจบก่อน ชอบมาสอดแทรกเวลาคนอื่นคุยกัน
สาเหตุ
     ความผิดปกติของสารเคมีบางชนิดในสมอง เช่น โดปามีน (dopamine) นอร์อิพิเนฟริน (norepinephrine)
     ความผิดปกติในการทำงานของวงจรที่ควบคุมสมาธิ และการตื่นตัว อยู่ที่สมองส่วนหน้า (frontal cortex)
     พันธุกรรม
     สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ


ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสมาธิสั้น
-สมาธิสั้น ไม่ได้เกิดจากความผิดของพ่อแม่ที่เลี้ยงดูลูกผิดวิธี ตามใจมากเกินไป หรือปล่อยปละละเลยจนเกินไป และไม่ใช่ความผิดของเด็กที่ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ แต่ปัญหาอยู่ที่การทำงานของสมองที่ควบคุมเรื่องสมาธิของเด็ก
อยู่ไม่สุข (Hyperactivity )
สมาธิสั้น (Attention Deficit )
ลักษณะของเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
     อุจจาระ ปัสสาวะรดเสื้อผ้า หรือที่นอน
     ยังติดขวดนม หรือตุ๊กตา และของใช้ในวัยทารก
     ดูดนิ้ว กัดเล็บ
     หงอยเหงาเศร้าซึม การหนีสังคม
     เรียกร้องความสนใจ
     อารมณ์หวั่นไหวง่ายต่อสิ่งเร้า
     ขี้อิจฉาริษยา ก้าวร้าว
     ฝันกลางวัน
     พูดเพ้อเจ้อ
9. เด็กพิการซ้อน (Children with Multiple Handicaps)
-เด็กที่มีความบกพร่องที่มากกว่าหนึ่งอย่าง เป็นเหตุให้เกิดปัญหาขัดข้องในการเรียนรู้อย่างมาก
-เด็กปัญญาอ่อนที่สูญเสียการได้ยิน
-เด็กปัญญาอ่อนที่ตาบอด
-เด็กที่ทั้งหูหนวกและตาบอด


การนำไปประยุกต์ใช้  สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปพัฒนาต่อยอดในการจัดการเรียนการสอนได้ในอนาคต
เมื่อเรียนจบ

ประเมินตนเอง  ได้รับความรู้อย่างแน่นและเข้าใจในเนื้อหา
ประเมินเพื่อน   เพื่อนน่าจะตั้งใจเรียน
ประเมินอาจารย์  หาข้อมูลมาถ่ายทอดให้นักศึกษาได้ละเอียดและเข้าใจง่าย





บันทึกการเรียนครั้งที่ 8 วันศุกร์ที่ 3 มีนาคม 2560


เนื้อหาที่ได้รับ
 จริงๆในวันนี้ขาดเรียนแต่หนูได้ศึกษาหาความรู้จากเพาเวอร์พ้อยที่อาจารย์ลงในโซเชียลค่ะ จึงได้เนื้อ ดังนี้


ประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ

6. เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ (Children with Learning Disabilities)

-เรียกย่อ ๆ ว่า L.D. (Learning Disability)

-เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้เฉพาะอย่าง

-ไม่นับรวมเด็กที่มีปัญหาเพียงเล็กน้อยทางการเรียน เด็กที่มีปัญหาเนื่องจากความพิการ หรือความบกพร่องทางร่างกาย

สาเหตุของ LD

-ความผิดปกติของการทำงานของสมองที่ไม่สามารถถอดรหัสตัวอักษรออกมาได้ (เชื่อมโยงภาพ ตัวอักษรเข้ากับเสียงไม่ได้)

-กรรมพันธุ์

1.ด้านการอ่าน (Reading Disorder)

-หนังสือช้า ต้องสะกดทีละคำ

-อ่านออกเสียงไม่ชัด ออกเสียงผิด หรืออาจข้ามคำที่อ่านไม่ได้ไปเลย

- ไม่เข้าใจเนื้อหาที่อ่าน หรือจับใจความสำคัญไม่ได้

ลักษณะของเด็ก LD ด้านการอ่าน

      อ่านช้า อ่านคำต่อคำ ต้องสะกดคำจึงจะอ่านได้

      อ่านออกเสียงไม่ชัดเจน

      เดาคำเวลาอ่าน

      อ่านข้าม อ่านเพิ่มคำ อ่านผิดประโยคหรือผิดตำแหน่ง

      อ่านโดยไม่เน้นคำ หรือเน้นข้อความบางตอน

      ผันเสียงวรรณยุกต์ไม่ได้

      ไม่รู้ความหมายของเรื่องที่อ่าน

      เล่าเรื่องที่อ่านไม่ได้ จับใจความสำคัญไม่ได้

2. ด้านการเขียน (Writing Disorder)

-เขียนตัวหนังสือผิด สับสนเรื่องการม้วนหัวอักษร เช่น จาก ม เป็น น หรือจาก ภ เป็น ถ เป็นต้น

-เขียนตามการออกเสียง เช่น ประเภท เขียนเป็น ประเพด

-เขียนสลับ เช่น สถิติ เขียนเป็น สติถิ

ลักษณะของเด็ก LD ด้านการเขียน

      ลากเส้นวนๆ ไม่รู้ว่าจะม้วนหัวเข้าในหรือออกนอก ขีดวนๆ ซ้ำๆ

      เรียงลำดับอักษรผิด เช่น สถิติ เป็น สติถิ

      เขียนพยัญชนะหรือตัวเลขสลับกัน

     เช่น ม-นภ-ถด-คพ-ผ, b-d, p-q, 6-9

      เขียนพยัญชนะ ก-ฮ ไม่ได้ แต่บอกให้เขียนเป็นตัวๆได้

      เขียนพยัญชนะ หรือ ตัวเลขกลับด้าน คล้ายมองจากกระจกเงา

      เขียนคำตามตัวสะกด เช่น เกษตร เป็น กะเสด

      จับดินสอหรือปากกาแน่นมาก

      สะกดคำผิด โดยเฉพาะคำพ้องเสียง ตัวสะกดแม่เดียวกัน ตัวการันต์

      เขียนหนังสือช้าเพราะกลัวสะกดผิด

      เขียนไม่ตรงบรรทัด ขนาดตัวอักษรไม่เท่ากัน ไม่เว้นขอบ ไม่เว้นช่องไฟ

      ลบบ่อยๆ เขียนทับคำเดิมหลายครั้ง

3. ด้านการคิดคำนวณ (Mathematic Disorder)

-ตัวเลขผิดลำดับ

-ไม่เข้าใจเรื่องการทดเลขหรือการยืมเลขเวลาทำการบวกหรือลบ

-ไม่เข้าหลักเลขหน่วย สิบ ร้อย

-แก้โจทย์ปัญหาเลขไม่ได้

ลักษณะของเด็ก LD ด้านการคำนวณ

      ไม่เข้าใจค่าของตัวเลขเช่นหลักหน่วยสิบร้อยพันหมื่นเป็นเท่าใด

      นับเลขไปข้างหน้าหรือถอยหลังไม่ได้

      คำนวณบวกลบคูณหารโดยการนับนิ้ว

      จำสูตรคูณไม่ได้

      เขียนเลขกลับกันเช่น13เป็น31

      ทดไม่เป็นหรือยืมไม่เป็น

      ตีโจทย์เลขไม่ออก

      คำนวณเลขจากซ้ายไปขวาแทนที่จะทำจากขวาไปซ้าย

      ไม่เข้าใจเรื่องเวลา

4. หลายๆ ด้านร่วมกัน

อาการที่มักเกิดร่วมกับ LD

-แยกแยะขนาดสีและรูปร่างไม่ออก

-มีปัญหาความเข้าใจเกี่ยวกับเวลา

-เขียน/อ่านตัวอักษรสลับซ้าย-ขวา

-งุ่มง่ามการประสานงานของกล้ามเนื้อไม่ดี

-การประสานงานของสายตา-กล้ามเนื้อไม่ดี

-สมาธิไม่ดี (เด็ก LD ร้อยละ 15-20 มีสมาธิสั้น ADHD ร่วมด้วย)

-เขียนตามแบบไม่ค่อยได้

-ทำงานช้า

-การวางแผนงานและจัดระบบไม่ดี

-ฟังคำสั่งสับสน

-คิดแบบนามธรรมหรือคิดแก้ปัญหาไม่ค่อยดี

-ความคิดสับสนไม่เป็นขั้นตอน

-ความจำระยะสั้น/ยาวไม่ดี

-ถนัดซ้ายหรือถนัดทั้งซ้ายและขวา

-ทำงานสับสนไม่เป็นขั้นตอน

7. ออทิสติก (Autistic)

-หรือ ออทิซึ่ม (Autism)

-เด็กที่ไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น

-ไม่สามารถเข้าใจคำพูด ความรู้สึกและความต้องการของผู้อื่น

-ไม่สามารถที่จะสื่อสารกับคนรอบข้างและสังคม

-เด็กออทิสติกแต่ละคนจะมีเอกลักษณ์ของตนเอง

-ติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต

"ไม่สบตา ไม่พาที ไม่ชี้นิ้ว" 

-ทักษะภาษา

-ทักษะทางสังคม

-ทักษะการเคลื่อนไหว

-ทักษะการรับรู้เกี่ยวกับรูปทรง ขนาดและพื้นที่

ลักษณะของเด็กออทิสติก

      อยู่ในโลกของตนเอง

      ไม่เข้าไปหาใครเพื่อให้ปลอบใจ

      ไม่เข้าไปเล่นในกลุ่มเพื่อน

       ไม่ยอมพูด

      เคลื่อนไหวแบบซ้ำๆ

เกณฑ์การวินิจฉัยออทิสติก องค์การอนามัยโลกและสมาคมจิตแพทย์อเมริกา

ความผิดปกติของปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอย่างน้อย 2 ข้อ

    ไม่สามารถใช้ภาษาท่าทางสื่อสารทางสังคมกับบุคคลอื่น

    ไม่สามารถสร้างสัมพันธภาพกับบุคคลให้เหมาะสมตามวัย

    ขาดความสามารถในการแสวงหาการมีกิจกรรม ความสนใจ และความสนุก สนานร่วมกับผู้อื่น

    ขาดทักษะการสื่อสารทางสังคมและทางอารมณ์กับบุคคลอื่น

ความผิดปกติด้านการสื่อสารอย่างน้อย 1 ข้อ

    มีความล่าช้าหรือไม่มีการพัฒนาในด้านภาษาพูด

    ในรายที่สามารถพูดได้แล้วแต่ไม่สามารถที่จะเริ่มต้นบทสนทนาหรือโต้ตอบบทสนทนากับผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม

    พูดซ้ำๆ หรือมีรูปแบบจำกัดในการใช้ภาษา เพื่อสื่อสารหรือส่งเสียงไม่เป็นภาษาอย่างไม่เหมาะสม

    ไม่สามารถเล่นสมมุติหรือเล่นลอกตามจินตนาการได้เหมาะสมกับระดับพัฒนาการ

มีพฤติกรรม ความสนใจ และกิจกรรมที่ซ้ำๆ และจำกัด อย่างน้อย 1 ข้อ

    มีความสนใจที่ซ้ำๆ อย่างผิดปกติ

    มีกิจวัตรประจำวันหรือกฎเกณฑ์ที่ต้องทำโดยไม่สามารถยืดหยุ่นได้ ถึงแม้ว่ากิจวัตรหรือกฎเกณฑ์นั้นจะไม่มีประโยชน์

    มีการเคลื่อนไหวร่างกายซ้ำๆ

    สนใจเพียงบางส่วนของวัตถุ

พฤติกรมการทำซ้ำ

      นั่งเคาะโต๊ะ หรือโบกมือนานเป็นชั่วโมง

      นั่งโยกหน้าโยกหลังเป็นเวลานาน

      วิ่งเข้าห้องนี้ไปห้องโน้น

      ไม่ยอมให้เปลี่ยนสิ่งแวดล้อม

พบความผิดปกติอย่างน้อย 1 ด้าน (ก่อนอายุ 3 ขวบ)

    ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

    การใช้ภาษาเพื่อสื่อความหมาย

    การเล่นสมมติหรือการเล่นตามจินตนาการ

-ไม่สามารถวินิจฉัยให้เข้าข่ายโรคใดๆได้

ออทิสติกเทียม

-ปล่อยให้เป็นพี่เลี้ยงดูแลหรืออยู่กับผู้สูงอายุ

-ปล่อยให้ลูกอยู่กับไอแพด

-ดูการ์ตูนในทีวี

Autistic Savant

-กลุ่มที่คิดด้วยภาพ (visual thinker)

     จะใช้การการคิดแบบอุปนัย (bottom up thinking)

-กลุ่มที่คิดโดยไม่ใช้ภาพ (music, math and memory thinker)

    จะใช้การคิดแบบนิรนัย (top down thinking)

การนำไปประยุกต์ใช้  สามารถนำความรู้ที่ได้รับในวันนี้ ไปต่อยอดในอนาคตได้

ประเมินตนเอง  ในวันนี้ขาดเรียน แต่ดูจากเนื้อหาแล้วได้ความรุ้แน่นมากค่ะ
ประเมินเพื่อน  เพื่อนน่าจะตั้งใจเรียนกัน และมความสุขสนุกสนาน
ประเมินอาจารย์  อาจารย์นำเนื้อหาที่ดีมีความรู้และประโยชน์มาสอน ซึ่งดีมากๆค่ะ